พระวาจาสัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา ยน 14:15-21

ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา

สำหรับพระเยซูเจ้า สิ่งเดียวที่พิสูจน์ความรักแท้คือ “ความนบนอบเชื่อฟัง” เพราะรักพระบิดา พระองค์จึงทรงนบนอบเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดา จนกระทั่งยอมสิ้นพระชนม์ แม้เป็นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

เช่นเดียวกัน เราจะแสดงความรักต่อพระเยซูเจ้าได้ ก็โดยการนบนอบเชื่อฟังและปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์ ดังที่ทรงตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา” (ยน 14:15)

ความรักจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกชอบหรือพอใจเท่านั้น แต่ต้องมีความนบนอบเชื่อฟังรวมอยู่ด้วย หาไม่แล้วเราจะพบเด็กที่ปากบอกว่ารักพ่อรักแม่ แต่ไม่วายทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์เสียใจอยู่ทุกวี่ทุกวัน หรือสามีภรรยาที่ปากก็บอกว่ารักกัน แต่ไม่วายทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บปวดรวดร้าว ด้วยการฉุนเฉียวใส่กันบ้าง โหดร้ายต่อกันบ้าง ไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจกันบ้าง เป็นต้น

ในเมื่อความรักแท้เรียกร้องให้เรานบนอบเชื่อฟังผู้ที่เรารัก รักแท้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเหตุนี้พระเยซูเจ้าจึงทรงสัญญา “จะประทานผู้ช่วยเหลืออีกองค์หนึ่งให้เราเพื่อจะอยู่กับเราตลอดไป” (ยน 14:16)

ผู้ช่วยเหลือ” ตรงกับคำกรีก parakletos (พาราเคลตอส) ซึ่งมีความหมายตามรากศัพท์เพียง “ผู้ที่ถูกเรียกมา” แต่โอกาสและเหตุผลที่ชาวกรีกใช้คำ “พาราเคลตอส” กลับมีขอบเขตกว้างขวางอย่างยิ่ง ดังเช่น

  1. ผู้ที่ถูกเรียกมาเป็นพยานในศาลเพื่อ “ประโยชน์” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  2. ผู้ที่ถูกเรียกมาเป็นทนาย “แก้ต่าง” ให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาฉกรรจ์
  3. ผู้ที่ถูกเรียกมาในฐานผู้เชี่ยวชาญเพื่อ “ให้คำปรึกษา” ในสถานการณ์ที่ยุ่งยาก
  4. ผู้ที่ถูกเรียกมา “ให้กำลังใจ” เช่น แก่กำลังพลที่ท้อแท้ ให้กลับมีจิตใจฮึกเหิมและกล้าหาญอีกครั้งหนึ่ง
  5. ผู้ที่ถูกเรียกมาเพื่อ “ช่วยเหลือ” ในยามลำบากและขัดสน

จะเห็นว่า “ผู้ช่วยเหลือ” ของชาวกรีกมีบทบาทกว้างขวางอย่างยิ่ง

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ช่วยเหลือ” นี้คือ “พระจิตแห่งความจริง” (ยน 14:17)

พระจิต” จึงมีบทบาทกว้างขวางเช่นเดียวกัน พระองค์เสด็จมาเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อกำจัดจุดอ่อนและข้อบกพร่องในตัวเรา เพื่อส่องสว่างสติปัญญาและจิตใจของเรา รวมถึงช่วยเหลือเราให้สามารถจัดการกับชีวิตของเราอย่างผู้ชนะ

แต่น่าเสียดายที่ “โลกรับ (พระจิต) ไว้ไม่ได้เพราะมองพระองค์ไม่เห็น และไม่รู้จักพระองค์” (ยน 14:17)

โลก” ตามความคิดของนักบุญยอห์นหมายถึง “ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า” พวกเขามองไม่เห็นพระจิตเจ้าเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะมองเห็น

ปกติ คนเราย่อมมองเห็นตามความสามารถที่จะเห็นของแต่ละคน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ไม่ใช่นักดาราศาสตร์ ย่อมมองเห็นดวงดาวในท้องฟ้าได้น้อยกว่านักดาราศาสตร์ ผู้ที่ไม่ใช่ศิลปิน ย่อมมองเห็นความงามและจินตนาการที่ซ่อนอยู่สนภาพวาดได้น้อยกว่าศิลปิน ผู้ที่ไม่สนใจศิลปะไทย ย่อมมองเห็นความงดงามของรำไทยได้น้อยกว่าหรืออาจมองไม่เห็นเลยก็เป็นได้ ดังนี้เป็นต้น

ผู้ที่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า จึงหมดความสามารถที่จะเห็นและรู้จักพระเจ้า และดังนั้น “โลก” จึงไม่อาจมองเห็นหรือรู้จักพระจิตเจ้า !!

เราจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง อย่าปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยปราศจากพระเจ้าเป็นอันขาด !

ส่วนผู้ที่มีความเชื่ออยู่แล้ว พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านทั้งหลายรู้จักรพระองค์ เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่กับท่านและอยู่ในท่าน” (ยน 14-17)

ใช่ เรารู้จักพระจิตเจ้าแล้วก็จริง แต่พระองค์จะไม่มีวันพังประตูหัวใจเข้ามาดำรงอยู่ในเราอย่างเด็ดขาด เว้นแต่เราเองจะ “เปิดหัวใจ” เชิญพระองค์เข้ามา

ในเมื่อพระจิตเจ้าสามารถช่วยเหลือเราได้มากมายปานนี้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราจะปลีกตัวจากความอึกทึกวุ่นวายในชีวิต เพื่อรอรับเสด็จและเชิญพระองค์เข้ามาประทับอยู่กับเรา !

ที่สุด พระเยซูเจ้าทรงตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า “ผู้ที่มีบทบัญญัติของเราและปฏิบัติตาม ผู้นั้นรักเรา และผู้ที่รักเรา พระบิดาของเราก็จะทรงรักเขา และเราเองก็จะรักเขาและจะแสดงตนแก่เขา” (ยน 14:21)

เราอาจสรุปความหมายของพระองค์ได้ 3 ประเด็นด้วยกัน กล่าวคือ

  1. ความรักต้องมาก่อนสิ่งอื่นใดหมด เพราะความรักเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง พระบิดาทรงรักพระบุตร พระบุตรทรงรักพระบิดา พระบิดาและพระบุตรทรงรักมนุษย์ มนุษย์รักพระบิดาโดยผ่านทางพระบุตร มนุษย์รักซึ่งกันและกันและผูกพันกันด้วยสายสัมพันธ์แห่ง “ความรัก
  2. ความนบนอบเชื่อฟังคือเครื่องพิสูจน์ความรักแท้
  3. สิ่งที่ผู้นบนอบเชื่อฟังพระเยซูเจ้าจะได้รับคือ
    1. ความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด เพราะพระบิดาจะทรงรักเขา (ยน 14:21) ในเมื่อพระบิดาทรงรักและเป็นมิตรกับเขา เขาจึงไม่ต้องหวั่นกลัวสิ่งใดอีกแม้แต่ในวันพิพากษา
    2. การแสดงตนของพระเยซูเจ้า เพราะพระบุตรจะทรงรักเขาเช่นเดียวกับพระบิดา (ยน 14:21) เขาจะมีความสนิทสัมพันธ์กับพระองค์ และยิ่งสนัทสัมพันธ์กับพระองค์มากเท่าใด เขาจะยิ่งรู้จักและรักพระองค์มากขึ้นเท่านั้น

การได้รู้จักและรักพระเยซูเจ้าจะนำมาซึ่งการดำเนินชีวิตเหมือนพระองค์ คิดเหมือนพระองค์ และปรารถนาเหมือนพระองค์

ในโลกนี้และในโลกหน้า ไม่มีอะไรสุดยอดไปกว่าการ “มีชีวิตเหมือนพระเจ้า” อีกแล้ว !

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s